spot_img
วันศุกร์, ตุลาคม 7, 2022
หน้าแรกตู้เย็นตู้เย็น smeg ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ มีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ

ตู้เย็น smeg ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ มีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ

-

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความจำเป็นและอยู่คู่แม่บ้านมาช้านาน คงจะมีไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือตู้เย็น ที่เอาไว้สำหรับเก็บอาหารไม่ให้เน่าเสีย  เอาไว้แช่สิ่งต่าง ๆ ไม่ให้เสียหาย หรือจะเอาไว้แช่เครื่องดื่มเพื่อเพิ่มรสชาติ ทุกวันนี้ตู้เย็นมีหลายยี่ห้อมาก จะซื้อแต่ละครั้งก็เป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจในการเลือก จึงจำเป็นที่จะต้องหาข้อมูลของแต่ละยี่ห้อว่ารุ่นใดมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งวันนี้จะขอแนะนำตู้เย็นยี่ห้อ Smeg ว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นอะไรบ้างพร้อมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ข้อแนะนำในการเลือกซื้อ

การเลือกซื้อตู้เย็น ควรสังเกตว่าต้องมีตัวเลขอักษรหรือเครื่องหมายระบุรายละเอียด ที่มองเห็นได้ง่าย ชัดเจนและไม่ลบเลือนหรือหลุดได้ง่าย เช่นชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้า

1.ชื่อผู้ผลิต หรือเครื่องหมายการค้า
2.ประเภทของตู้เย็น
3.ปริมาตรภายในที่กำหนด
4.รหัสรุ่น
5.วงจรไฟฟ้า

วิธีใช้อุปกรณ์ควบคุมต่างๆ และการบำรุงรักษา รวมทั้งการทำความสะอาดตู้เย็น

การเลือกซื้อตู้เย็นนอกจากจะดูรายละเอียดต่างๆ ข้างต้นแล้วควรสังเกตเพิ่มเติมในเรื่องของฉลากประหยัดไฟฟ้าด้วย เพราะปัจจุบันนี้ได้มีการติดฉลากที่ตู้เย็น เพื่อแสดงว่าตู้เย็นใช้พลังงานไฟฟ้าเท่าใด ค่าไฟฟ้าต่อปีเท่าใด และประสิทธิภาพอยู่ในระดับใด ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับผู้บริโภคพิจารณาเลือกซื้อตู้เย็นที่มีคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น สำหรับระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้เย็น จะแบ่งเป็นตัวเลข 5 ระดับ คือ

1.ระดับที่ 1 เป็นระดับที่มีประสิทธิภาพ ต่ำ
2.ระดับที่ 2 เป็นระดับที่มีประสิทธิภาพ พอใช้
3.ระดับที่ 3 เป็นระดับที่มีประสิทธิภาพ ปานกลาง
4.ระดับที่ 4 เป็นระดับที่มีประสิทธิภาพ ดี
5.ระดับที่ 5 เป็นระดับที่มีประสิทธิภาพ ดีมาก

รู้จัก Smeg จากตระกูลช่างตีเหล็ก สู่เครื่องใช้ในครัวราคาหลักแสน

จุดเริ่มต้นของ Smeg เกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ปีก่อน ณ เมือง Guastalla ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี แบรนด์นี้มีผู้ก่อตั้ง คือ คุณ Vittorio Bertazzoni ในปี 1948โดยคำว่า “Smeg” มีย่อมาจาก Smalterie Metallurgiche Emiliane Guastalla แปลว่า โรงงานเคลือบโลหะ จากเมือง Guastalla ในจังหวัด Reggio Emiliaเนื่องจากตระกูลของคุณ Vittorio Bertazzoni เป็นช่างตีเหล็กมาก่อน มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับโลหะมาอย่างยาวนาน ในช่วง 10 ปีแรกของ Smeg จึงเน้นไปที่การเคลือบโลหะ ต่อมา Smeg ก็ค่อยๆ ขยายประเภทของผลิตภัณฑ์ มาสู่อุปกรณ์ภายในห้องครัวโดยสินค้าชิ้นแรกของกลุ่มนี้ คือ “เตาทำอาหาร” ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1956 ความพิเศษของเตารุ่นนี้ คือ เป็นเตาแก๊สและเตาอบ ที่มีวาล์วนิรภัย  รวมถึงมีโปรแกรมการปรุงอาหารอยู่ในตัว การเปิดตัวสินค้าของ Smeg เรียกได้ว่าเลือกช่วงเวลาได้อย่างประจวบเหมาะ เพราะตรงกับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู และผู้คนต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น หลังจากผ่านความยากลำบากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

สินค้าของ Smeg จึงกลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ ทำให้แบรนด์เริ่มมีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ตอนนั้น หลังจากนั้น Smeg ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน รวมถึงการทำเตาอบแบบ Built-in ซึ่งก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแทบทุกชิ้น เพราะมีการเสริมทั้งด้านนวัตกรรม และจับกระแสความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องเมื่อทำธุรกิจในสายการผลิตเครื่องใช้ในบ้านมาได้สักพัก Smeg ก็เริ่มขยายไปสู่เส้นทางใหม่ๆ เช่น Smeg Foodservice Solutions ผลิตภัณฑ์ที่มาตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหาร หรือ Smeg Instruments ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาด กำจัดเชื้อโรคด้วยความร้อน นอกจากเรื่องความหลากหลายของสินค้าแล้ว Smeg ยังต้องการขยายไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วย Smeg จึงร่วมมือกับสถาปนิก และดีไซเนอร์ชื่อดัง หลายๆ คนของอิตาลี เพื่อออกแบบและปรับรูปลักษณ์ของเครื่องใช้ในห้องครัว และแล้วในปี 1997 Smeg ก็ได้เปิดตัว ตู้เย็น 50’s Retro รุ่น FAB  ที่กลายเป็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นรุ่น ICONIC ของ        แบรนด์ มาจวบจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากในปี 2012 Smeg ก็ได้เปิดตัวตู้เย็นรุ่น FAB28 Denim Fridge

ซึ่งเป็นตู้เย็นที่คลุมด้วยผ้ายีนส์ ซึ่งไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อน และจุดนี้เองที่ทำให้ Smeg โดดเด่นออกมาจากแบรนด์เครื่องครัวอื่น ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ ก็ยังชูเรื่องการดีไซน์ มีการร่วมออกแบบกับดีไซเนอร์อยู่ตลอด อย่างในปี 2016 Smeg ก็ได้ร่วมมือกับแบรนด์หรูอย่าง Dolce & Gabbana โดยการนำแพตเทิร์น อันเป็นเอกลักษณ์ของ Dolce & Gabbana  มาเป็นลวดลายของเครื่องใช้ของ Smegพอเป็นแบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าราคาสินค้าจะสูงกว่าแบรนด์ในท้องตลาดอื่น เพราะ Smeg ไม่ได้ขายฟังก์ชันของเครื่องใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการขาย “ผลงานศิลปะ” ที่นอกจากจะสวยแล้วยังใช้งานได้ด้วย และยิ่งประกอบกับ เรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Smeg ก็ยิ่งทำให้แบรนด์สร้างมูลค่าให้กับสินค้าได้มากขึ้นไปอีก  โดยในปี 2019 รายได้ของ Smeg อยู่ที่เกือบ 18,000 ล้านบาท

เรื่องของ Smeg จึงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ไม่ว่าเราจะทำแบรนด์อะไร เราก็ต้องหาเรื่องที่เราสามารถโดดเด่นจากคนอื่นเหมือนกับ Smeg ที่อาจไม่ได้แข่งกับคนอื่น ในด้านความล้ำของเทคโนโลยี

แต่กลับใช้ความคลาสสิก และความเป็นศิลปะ มาเป็นจุดเด่น  ซึ่งผลสุดท้าย แบรนด์ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กัน

ตู้เย็น smeg ที่น่าสนใจ

1.ตู้เย็น 1 ประตู SMEG FAB10RBL5 4.2 คิว

SMEG FAB10RBL5

ตู้เย็น 1 ประตู SMEG FAB10RBL5 4.2 คิว สีดำ จัดเก็บอาหาร หรือวัตถุดิบให้คงความสดใหม่อยู่เสมอด้วย ตู้เย็น 1 ประตู จาก SMEG มั่นใจด้วยระบบทำความเย็นแบบทั่วถึง ช่วยให้อาหาร และเครื่องดื่มของคุณคงความสดใหม่ได้นานยิ่งขึ้น สามารถจัดเก็บอาหาร และวัตถุดิบต่าง ๆ ได้ตามต้องการด้วยช่องแช่แบบอเนกประสงค์ ให้คุณได้สัมผัสถึงความสดใหม่ของเนื้อสัตว์, ผัก, ผลไม้ และอาหาร เพื่อการรังสรรค์เมนูจานโปรดให้อร่อยมากกว่าที่เคย

2.ตู้เย็น 1 ประตู SMEG FAB10RCR5 4.2 คิว

SMEG FAB10RCR5

ตู้เย็น 1 ประตู SMEG FAB10RCR5 4.2 คิว สีครีม จัดเก็บอาหาร หรือวัตถุดิบให้คงความสดใหม่อยู่เสมอด้วย ตู้เย็น 1 ประตู จาก SMEG มั่นใจด้วยระบบทำความเย็นแบบทั่วถึง ช่วยให้อาหาร และเครื่องดื่มของคุณคงความสดใหม่ได้นานยิ่งขึ้น สามารถวางสิ่งของได้จุมากขึ้น มาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิ และระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติภายใน 9 ชั่วโมง ช่วยให้สะดวกในการทำความสะอาด เพิ่มการมองเห็น ด้วยไฟ LED ส่องสว่างทั่วทั้งตู้ รับประกันคอมเพรสเซอร์ 5 ปี และตัวเครื่อง 2 ปี ตามเงื่อนไขกำหนด วิธีใช้งาน ใช้สำหรับแช่อาหารและเครื่องดื่ม

บทสรุป

แม้ว่าตู้เย็น Smeg ชื่อนี้จะไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยเท่าใดนัก เนื่องจากเป็นตู้เย็นที่จัดว่าราคาแพงมากเมื่อเทียบกับตู้เย็นที่ ท่าน ๆ เรา ๆ เคยใช้กัน แต่ถ้าอยู่โซนยุโรปผู้คนจะรู้จักดี เนื่องจากแบรนด์นี้จุดเด่นนอกจากจะอยู่ที่ฟังก์ชั่นการใช้งานแล้วยังอยู่ที่ศิลปะการออกแบบที่เก๋ไก๋ สวยงาม โดนใจ ผู้ใช้เป็นอย่างมาก สำหรับท่านใดที่มีกำลังทรัพย์หรืองบประมาณที่มากพอ ก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่น่าสนใจ

Related articles

ใหม่ล่าสุด